ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจที่อาจทำให้เกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะใน ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เป้าหมายของการรักษาคือช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดภาวะแทรกซ้อน และลดการแพร่กระจายของเชื้อ.
1. การรักษาตามอาการ Supportive Care
ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงส่วนใหญ่สามารถพักรักษาตัวที่บ้านได้ โดยควร
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ดื่มน้ำมากพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- ใช้ยาลดไข้ เช่น Paracetamol
- หลีกเลี่ยง Aspirin ในเด็กและวัยรุ่น
- แยกตัวจากผู้อื่นเพื่อลดการแพร่เชื้อ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักดีขึ้นภายในประมาณ 5–7 วัน แต่อาการไอหรืออ่อนเพลียอาจคงอยู่นานหลายสัปดาห์.
2. การใช้ยาต้านไวรัส Antiviral Therapy
ยาต้านไวรัสมีประสิทธิภาพดีที่สุดเมื่อเริ่มใช้ ภายใน 48 ชั่วโมงแรกหลังเริ่มมีอาการ โดยยาที่กล่าวถึงมีหลายชนิด.
Oseltamivir (Tamiflu®)
- เป็นยาที่ใช้แพร่หลายในประเทศไทย มีส่วนช่วย
- ลดระยะเวลาป่วยประมาณ 1–2 วัน
- ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ
- สามารถใช้ได้ในเด็ก ผู้ใหญ่ และหญิงตั้งครรภ์ตามการประเมินของแพทย์
แนวทางที่ระบุคือโดยทั่วไป รับประทานวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน.
Zanamivir
เป็น ยาสูดเข้าทางเดินหายใจ ใช้ในผู้ป่วยบางราย แต่ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ที่มี โรคหอบหืดหรือ COPD ที่ควบคุมอาการได้ไม่ดี.
Peramivir เป็น ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ อาจใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือไม่สามารถรับประทานยาได้.
Baloxavir Marboxil เป็นยาต้านไวรัสอีกชนิดหนึ่ง จุดเด่นคือ
- รับประทานเพียงครั้งเดียว
- ช่วยลดปริมาณไวรัสในร่างกายได้รวดเร็ว
- มีประสิทธิภาพใกล้เคียง Oseltamivir ในผู้ป่วยทั่วไปตามข้อมูลที่กล่าวถึง.
ใครบ้างควรได้รับการพิจารณายาต้านไวรัส?
กลุ่มที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่
- ผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาล
- ผู้ที่มีอาการรุนแรง
- ผู้สูงอายุ ≥ 65 ปี
- เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
- หญิงตั้งครรภ์
- ผู้ป่วยโรคหัวใจ
- ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง
- ผู้ป่วยเบาหวาน
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
- ผู้ป่วยมะเร็งหรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
แม้มาพบแพทย์ หลัง 48 ชั่วโมง แพทย์ยังอาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสได้ หากเป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการรุนแรง.
ยาปฏิชีวนะใช้รักษาไข้หวัดใหญ่ได้หรือไม่?
ไม่ได้ หากเป็นการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เพียงอย่างเดียว
ยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรีย ไม่สามารถรักษาไวรัส Influenza ได้ แพทย์จะพิจารณาใช้เมื่อสงสัยว่ามี การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น
- ปอดอักเสบจากแบคทีเรีย
- ไซนัสอักเสบ
- หูชั้นกลางอักเสบ.
เมื่อไรอาจต้องรักษาในโรงพยาบาล?
ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอาจจำเป็นต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล และอาจได้รับการดูแล เช่น
- ให้ออกซิเจน
- ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
- ให้ยาต้านไวรัสตามความเหมาะสม
- รักษาภาวะปอดอักเสบ
- ใช้เครื่องช่วยหายใจ หากเกิดภาวะหายใจล้มเหลว.
การป้องกันยังสำคัญที่สุด
แม้ยาต้านไวรัสจะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ แต่การป้องกันยังมีความสำคัญ ได้แก่
- ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี
- ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ
- สวมหน้ากากเมื่อมีอาการป่วย
- หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย
การฉีดวัคซีนช่วยลดความเสี่ยงของการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและผลลัพธ์รุนแรงจากไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง.
สรุปจำง่าย
อาการไม่รุนแรง
- → พักผ่อน + ดื่มน้ำ + ลดไข้ + ลดการแพร่เชื้อ
เริ่มยาต้านไวรัสภายใน 48 ชั่วโมง
- → โดยทั่วไปให้ประโยชน์สูงที่สุด
กลุ่มเสี่ยงหรืออาการรุนแรง
- → แม้เกิน 48 ชั่วโมง แพทย์ยังอาจพิจารณายาต้านไวรัส
ไข้หวัดใหญ่เป็นไวรัส
- → ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ เว้นแต่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
และการป้องกันที่สำคัญคือ รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เพื่อลดโอกาสเกิดโรครุนแรงและภาวะแทรกซ้อน.