น้ำกระท่อม เป็นเครื่องดื่มที่ได้จากการต้มใบกระท่อม (Mitragyna speciosa) ซึ่งมีสารสำคัญ ได้แก่ Mitragynine และ 7-Hydroxymitragynine สารเหล่านี้ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและตัวรับโอปิออยด์ในสมอง ทำให้ผู้ดื่มอาจรู้สึก ตื่นตัว ลดความเหนื่อยล้า หรือรู้สึกผ่อนคลาย ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับ.
แม้กระท่อมจะถูกปลดออกจากบัญชียาเสพติดของประเทศไทยแล้ว แต่การใช้ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง โดยเฉพาะการดื่มน้ำกระท่อมเป็นประจำต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งอาจนำไปสู่ ภาวะพึ่งพากระท่อม (Kratom Dependence) ได้.
ภาวะพึ่งพากระท่อมคืออะไร?
Dependence หมายถึง ภาวะที่ร่างกายและสมองปรับตัวต่อการได้รับสารกระท่อมอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความจำเป็นต้องใช้เป็นประจำ และเมื่อหยุดใช้จะเกิด อาการถอนสาร (Withdrawal Symptoms) ตามมา.
อาการจากการพึ่งพากระท่อมอาจไม่รุนแรงเท่าการพึ่งพาสารกลุ่มเฮโรอีนหรือมอร์ฟีนในหลายกรณี แต่สามารถส่งผลกระทบต่อ สุขภาพ การทำงาน สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิต ได้อย่างมีนัยสำคัญ.
สัญญาณของการติดน้ำกระท่อม
ผู้ที่เริ่มมีภาวะพึ่งพากระท่อมอาจพบลักษณะดังต่อไปนี้
- ดื่มน้ำกระท่อม ทุกวันหรือหลายครั้งต่อวัน
- ต้องเพิ่มปริมาณการดื่มเพื่อให้ได้ผลเหมือนเดิม หรือเกิด Tolerance
- รู้สึกไม่สบายเมื่อไม่ได้ดื่ม
- มีความต้องการดื่มอย่างต่อเนื่อง
- ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมากไปกับการหาน้ำกระท่อม
- พยายามลดหรือหยุดดื่มแล้วไม่สำเร็จ
- ยังคงดื่มต่อแม้ทราบว่ากำลังส่งผลเสียต่อสุขภาพ.
Tolerance คืออะไร?
เมื่อใช้กระท่อมเป็นประจำ ร่างกายอาจค่อย ๆ ปรับตัวต่อสารออกฤทธิ์ ทำให้ ปริมาณเดิมให้ผลน้อยลง ผู้ใช้จึงต้องเพิ่มปริมาณเพื่อให้ได้ผลใกล้เคียงเดิม
ตัวอย่างเช่น
เดิมดื่ม 1 ขวดแล้วรู้สึกตื่นตัว
- → เมื่อใช้ต่อเนื่องอาจต้องเพิ่มปริมาณ
- → เพื่อให้ได้ความรู้สึกเหมือนเดิม
การต้องเพิ่มปริมาณอย่างต่อเนื่องเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่ควรระวังภาวะพึ่งพาสาร.
อาการถอนกระท่อม Kratom Withdrawal
ผู้ที่ดื่มน้ำกระท่อมเป็นประจำแล้ว หยุดกะทันหัน อาจเริ่มมีอาการถอนภายในประมาณ 12–48 ชั่วโมง.
- อาการทางร่างกาย
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- อ่อนเพลีย
- น้ำมูกไหล
- เหงื่อออกมาก
- นอนไม่หลับ
- คลื่นไส้
- เบื่ออาหาร
- ท้องเสีย.
- อาการทางจิตใจ
- หงุดหงิดง่าย
- กระสับกระส่าย
- วิตกกังวล
- อารมณ์แปรปรวน
- สมาธิลดลง
- มีความอยากกลับไปดื่มอีก.
อาการถอนมักเด่นในช่วง 2–5 วันแรก และโดยทั่วไปจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายในประมาณ 1–2 สัปดาห์.
ใครบ้างเสี่ยงต่อการติดกระท่อมมากขึ้น?
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่
- ดื่มน้ำกระท่อมทุกวันเป็นเวลานาน
- ดื่มในปริมาณมาก
- เริ่มดื่มตั้งแต่อายุน้อย
- มีประวัติใช้สารเสพติดชนิดอื่น
- มีภาวะซึมเศร้า
- มีภาวะวิตกกังวล
- มีปัญหานอนไม่หลับ
- ใช้กระท่อมร่วมกับแอลกอฮอล์หรือยาออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท.
- การรักษาการติดกระท่อม
ปัจจุบัน ยังไม่มียาเฉพาะที่ใช้รักษาการติดกระท่อมโดยตรง การดูแลจึงขึ้นอยู่กับระดับการพึ่งพา อาการถอน และสภาพสุขภาพของแต่ละคน.
1. ลดปริมาณอย่างค่อยเป็นค่อยไป
การค่อย ๆ ลดปริมาณสามารถช่วย ลดความรุนแรงของอาการถอน และเพิ่มโอกาสที่จะหยุดใช้ได้สำเร็จ โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มเป็นประจำมานาน.
2. รักษาตามอาการ
แพทย์อาจพิจารณายาเพื่อช่วยบรรเทาอาการ เช่น
- ยาช่วยการนอนหลับในระยะสั้น
- ยาแก้ปวด
- ยาแก้คลื่นไส้
- ยาลดอาการวิตกกังวลในบางกรณี.
3. ปรับพฤติกรรม
แนวทางที่ช่วยสนับสนุนการหยุดใช้ ได้แก่
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- นอนหลับให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงเพื่อนหรือสถานการณ์ที่กระตุ้นให้อยากกลับไปดื่ม
- รับคำปรึกษาจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต.
เมื่อไรควรปรึกษาแพทย์?
ควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์ หาก
- ไม่สามารถหยุดดื่มได้ด้วยตนเอง
- มีอาการถอนรุนแรง
- ดื่มกระท่อมร่วมกับยาอื่นหรือแอลกอฮอล์
- มีภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล
- มีความคิดทำร้ายตนเอง
- การดื่มเริ่มส่งผลกระทบต่อการงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์ภายในครอบครัว.
สรุปจำง่าย
ดื่มทุกวันหรือหลายครั้งต่อวัน
- → เริ่มมีความเสี่ยงต่อการพึ่งพา
ต้องเพิ่มปริมาณเพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม
- → ระวัง Tolerance
หยุดแล้วปวดเมื่อย นอนไม่หลับ หงุดหงิด กระสับกระส่าย
- → อาจเป็น Withdrawal
อยากหยุดแต่หยุดไม่ได้
- → เป็นสัญญาณสำคัญที่ควรได้รับการประเมิน
ดื่มร่วมกับแอลกอฮอล์หรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท
- → เพิ่มความเสี่ยงต่อผลกระทบและภาวะแทรกซ้อน.
ดังนั้น แม้กระท่อมจะสามารถใช้ได้อย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย แต่ การดื่มเป็นประจำไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยจากการติดหรือการพึ่งพาสาร การสังเกตว่าต้องเพิ่มปริมาณ มีอาการเมื่อไม่ได้ดื่ม หรือไม่สามารถหยุดได้ด้วยตนเอง เป็นสัญญาณสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม และการขอคำปรึกษาตั้งแต่ระยะแรกช่วยเพิ่มโอกาสหยุดใช้ได้อย่างปลอดภัย