Menu

งูพิษในประเทศไทย รู้จักชนิดของพิษ อาการ และวิธีปฏิบัติเมื่อถูกงูกัด

September 28, 2026

งูพิษในประเทศไทย รู้จักชนิดของพิษ อาการ และวิธีปฏิบัติเมื่อถูกงูกัด

ประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อนที่มีงูหลากหลายชนิด และมีงูพิษที่มีความสำคัญทางการแพทย์กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ การรู้จักงูพิษไม่ใช่เพื่อให้เกิดความกลัว แต่เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเอง สังเกตอาการ และปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเมื่อเกิดเหตุ

สิ่งสำคัญคือ งูพิษแต่ละชนิดไม่ได้ทำอันตรายต่อร่างกายเหมือนกัน บางชนิดมีพิษต่อระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและหยุดหายใจ บางชนิดรบกวนระบบการแข็งตัวของเลือดจนเกิดเลือดออก และบางชนิดมีพิษต่อกล้ามเนื้อ

ตามแนวทางการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วยถูกงูพิษกัดในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2568 ของกรมการแพทย์ งูพิษที่สำคัญในประเทศไทยสามารถแบ่งตามระบบที่พิษออกฤทธิ์ได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ งูพิษต่อระบบประสาท งูพิษต่อระบบเลือด และงูพิษต่อกล้ามเนื้อ

1. งูพิษต่อระบบประสาท งูในกลุ่มนี้ ได้แก่

  • งูเห่าไทย
  • งูเห่าพ่นพิษ
  • งูจงอาง
  • งูสามเหลี่ยม
  • งูทับสมิงคลา
  • งูเหล่านี้มีพิษที่มีผลต่อระบบประสาทและการทำงานของกล้ามเนื้อ

อาการสำคัญที่ต้องระวัง ได้แก่ หนังตาตก ลืมตาไม่ขึ้น มองเห็นผิดปกติ พูดไม่ชัด กลืนลำบาก น้ำลายมาก กล้ามเนื้ออ่อนแรง และเมื่อพิษมีผลต่อกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจ อาจทำให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลวได้

จุดที่ประชาชนควรรู้คือ ความรุนแรงของพิษไม่ได้สัมพันธ์กับความรุนแรงของแผลเสมอไป ตัวอย่างเช่น งูทับสมิงคลาอาจทำให้เกิดอาการเฉพาะที่เพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีอาการบวม แต่ผู้ป่วยสามารถเกิดอาการอ่อนแรงจากพิษต่อระบบประสาทได้

2. งูพิษต่อระบบเลือด งูพิษกลุ่มสำคัญ ได้แก่

  • งูแมวเซา
  • งูกะปะ
  • งูเขียวหางไหม้

พิษสามารถรบกวนระบบห้ามเลือด โดยกระตุ้นให้เกิดการใช้ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดจนเกิดภาวะที่เรียกว่า venom-induced consumption coagulopathy ส่งผลให้การแข็งตัวของเลือดผิดปกติและเกิดเลือดออกง่าย เช่น เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกใต้ผิวหนัง เลือดออกในทางเดินอาหาร หรือทางเดินปัสสาวะ ในบางรายอาจพบเกล็ดเลือดต่ำร่วมด้วย

2.1 งูกะปะ

งูกะปะ หรือ Malayan Pit Viper เป็นงูพิษที่มีความสำคัญในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกตามข้อมูลในแนวทางกรมการแพทย์

งูกะปะมีเขี้ยวยาวบริเวณขากรรไกรบนด้านหน้าและสามารถพับเก็บเขี้ยวได้ พิษมีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับ thrombin-like enzyme และเพิ่ม fibrinolytic activity ซึ่งมีผลต่อระบบการแข็งตัวของเลือด ผู้ถูกกัดอาจมีอาการปวด บวม ช้ำ ตุ่มน้ำหรือความเสียหายของเนื้อเยื่อร่วมกับความผิดปกติของระบบเลือด

2.2 งูแมวเซา

งูแมวเซาเป็นงูพิษต่อระบบเลือดเช่นกัน นอกจากความผิดปกติด้านระบบโลหิตแล้ว แนวทางกรมการแพทย์ยังระบุว่าในผู้ป่วยจากงูบางชนิด รวมถึงงูแมวเซา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะกล้ามเนื้อแดงสบายหรือ rhabdomyolysis และ ภาวะไตวายเฉียบพลันหรือ acute renal failure ได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่สงสัยงูแมวเซากัดจึงต้องได้รับการติดตามทั้งระบบเลือดและภาวะแทรกซ้อนอื่นตามความเหมาะสม

2.3 งูเขียวหางไหม้

งูเขียวหางไหม้เป็นอีกกลุ่มที่มีพิษต่อระบบเลือด แม้รูปร่างและสีจะแตกต่างจากงูกะปะและงูแมวเซา แต่พิษสามารถทำให้เกิดความผิดปกติของระบบห้ามเลือดได้เช่นกัน

3. งูพิษต่อกล้ามเนื้อ

ตามแนวทางกรมการแพทย์ งูทะเล จัดเป็นงูพิษที่มีผลต่อกล้ามเนื้อ พิษสามารถทำให้เซลล์กล้ามเนื้อได้รับความเสียหายและเกิดกล้ามเนื้อสลาย ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ผู้ที่ประกอบอาชีพหรือทำกิจกรรมทางทะเลจึงควรตระหนักถึงงูพิษกลุ่มนี้เช่นกัน

ถูกงูกัด ควรทำอย่างไร

1. หลังถูกงูกัด สิ่งแรกคือออกห่างจากงูเพื่อป้องกันการถูกกัดซ้ำ ไม่ควรพยายามจับหรือตีงูเพื่อนำมาให้แพทย์ดู หากสามารถถ่ายภาพได้โดยไม่เข้าใกล้งู อาจเก็บภาพไว้เพื่อช่วยในการจำแนกชนิด

2. ควรลดการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยเฉพาะแขนหรือขาที่ถูกกัด และให้ผู้อื่นช่วยนำส่งโรงพยาบาลหากทำได้

3. ควรถอดแหวน นาฬิกา รองเท้า หรือสิ่งของที่อาจรัดบริเวณที่ถูกกัด เนื่องจากแขนหรือขาอาจบวมเพิ่มขึ้นภายหลัง

4. ไม่ควรกรีดแผล ดูดพิษ จี้แผล ประคบน้ำแข็ง พอกสมุนไพร หรือขันชะเนาะแน่น

5. หลักที่ประชาชนสามารถจำได้ง่ายคือ อยู่นิ่ง ไม่กรีด ไม่ดูด ไม่รัด และรีบไปโรงพยาบาล

ถูกงูพิษกัดทุกคนต้องได้รับเซรุ่มหรือไม่

คำตอบคือ ไม่จำเป็นทุกคน

เซรุ่มต้านพิษงูควรให้เมื่อผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ และควรเลือกเซรุ่มให้เหมาะกับชนิดของงูหรือกลุ่มอาการจากพิษ ไม่ใช่ให้เซรุ่มทันทีแก่ผู้ถูกงูกัดทุกราย

ประเทศไทยมีเซรุ่มต้านพิษงูแบบเฉพาะชนิดสำหรับงูสำคัญหลายชนิด ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา งูแมวเซา งูกะปะ และงูเขียวหางไหม้ รวมถึงมีเซรุ่มต้านพิษงูรวมสำหรับพิษต่อระบบประสาทและระบบโลหิต

เซรุ่มต้านพิษทำงานโดยอิมมูโนโกลบูลินจับกับพิษงูในกระแสเลือดและทำให้พิษหมดฤทธิ์ จึงต้องได้รับภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์

ป้องกันงูกัดได้อย่างไร

1. เมื่อต้องเดินในสวน ป่า พื้นที่รก หรือพื้นที่ธรรมชาติ ควรสวมรองเท้าที่เหมาะสม มองเส้นทางข้างหน้า และใช้ไฟส่องทางในเวลากลางคืน

2. หลีกเลี่ยงการใช้มือหยิบจับสิ่งของในกองไม้ ซอกหิน พุ่มไม้ หรือบริเวณที่มองไม่เห็น หากพบงูควรเว้นระยะ ไม่ไล่จับ และเปิดทางให้งูสามารถหลบออกจากบริเวณนั้นได้

3. สำหรับบ้านที่อยู่ใกล้พื้นที่ธรรมชาติ การลดแหล่งหลบซ่อนของงูและควบคุมแหล่งอาหารของงู เช่น หนู เป็นส่วนหนึ่งของการลดโอกาสที่งูจะเข้ามาใกล้บริเวณที่พักอาศัย

งูพิษในประเทศไทย สิ่งสำคัญไม่ใช่จำงูทุกชนิด แต่ต้องรู้ว่าควรทำอย่างไร

ประชาชนไม่จำเป็นต้องสามารถจำแนกงูพิษทุกชนิดได้จากลวดลาย สิ่งที่สำคัญกว่าคือเข้าใจว่า พิษงูสามารถทำอันตรายต่อระบบประสาท ระบบเลือด หรือกล้ามเนื้อ และอาการรุนแรงอาจไม่ได้เกิดขึ้นทันที หากถูกงูกัด ไม่ว่าจะทราบหรือไม่ทราบชนิดของงู ควรลดการเคลื่อนไหว หลีกเลี่ยงวิธีปฐมพยาบาลที่อาจเพิ่มอันตราย และเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อรับการประเมิน

Health Articles

Chularat cholvaej Hospital

Chularat cholvaej Hospital

Call us at

038-284354

Available 24/7

If you have any questions or wish to contact staff

Hospital Address