菜单

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

2026年10月05日

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

แนวทางการรักษาในปัจจุบัน

เป็นโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจที่สามารถก่อให้เกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ปัจจุบันแนวทางการรักษาไข้หวัดใหญ่มุ่งเน้นการลดความรุนแรงของโรค ลดภาวะแทรกซ้อน และลดการแพร่กระจายเชื้อ

การรักษาไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบัน

1. การรักษาตามอาการ (Supportive Care)

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการไม่รุนแรงสามารถรักษาที่บ้านได้ โดย

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • รับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินในเด็กและวัยรุ่น
  • แยกตัวจากผู้อื่นเพื่อลดการแพร่เชื้อ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการดีขึ้นภายใน 5–7 วัน แต่อาการไอหรืออ่อนเพลียอาจคงอยู่ได้นานหลายสัปดาห์

2. การใช้ยาต้านไวรัส (Antiviral Therapy)

ยาต้านไวรัสเป็นการรักษาเฉพาะสำหรับไข้หวัดใหญ่ โดยมีประสิทธิภาพดีที่สุดเมื่อเริ่มใช้ภายใน 48 ชั่วโมงแรกหลังเริ่มมีอาการ ยาที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่

1. Oseltamivir (Tamiflu®) เป็นยาที่ใช้แพร่หลายที่สุดในประเทศไทย

ข้อดี

  • ลดระยะเวลาการป่วยได้ประมาณ 1–2 วัน
  • ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ
  • ใช้ได้ทั้งในเด็ก ผู้ใหญ่ และหญิงตั้งครรภ์

วิธีใช้

  • รับประทานวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน

2. Zanamivir

  • ยาสูดเข้าทางเดินหายใจ
  • ใช้ในผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถรับประทานยาได้
  • ไม่แนะนำในผู้ป่วยโรคหอบหืดหรือ COPD ที่ควบคุมอาการไม่ดี

3. Peramivir

  • ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ
  • เหมาะสำหรับผู้ป่วยอาการรุนแรงหรือไม่สามารถรับประทานยาได้

4. Baloxavir Marboxil เป็นยาต้านไวรัสรุ่นใหม่

จุดเด่น

  • รับประทานเพียงครั้งเดียว
  • ช่วยลดปริมาณไวรัสในร่างกายได้รวดเร็ว
  • มีประสิทธิภาพใกล้เคียง Oseltamivir ในผู้ป่วยทั่วไป

ใครบ้างที่ควรได้รับยาต้านไวรัส?

แนวทางของ CDC และ Infectious Diseases Society of America แนะนำให้พิจารณาให้ยาต้านไวรัสในกลุ่มต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยที่ควรได้รับยาโดยเร็วที่สุด
  • ผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาล
  • ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง
  • ผู้สูงอายุ ≥65 ปี
  • เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปี
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจ
  • ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง
  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
  • ผู้ป่วยมะเร็งหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง

แม้จะมาพบแพทย์เกิน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ แพทย์ยังอาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสได้ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง

จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือไม่?

ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ดังนั้นยาปฏิชีวนะจึงไม่สามารถรักษาโรคได้ แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเฉพาะในกรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น

  • ปอดอักเสบจากแบคทีเรีย
  • ไซนัสอักเสบ
  • หูชั้นกลางอักเสบ

การรักษาในผู้ป่วยอาการรุนแรง

ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนอาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เช่น

  • ให้ออกซิเจน
  • ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
  • ให้ยาต้านไวรัสชนิดฉีด
  • รักษาภาวะปอดอักเสบ
  • ใช้เครื่องช่วยหายใจในรายที่มีภาวะหายใจล้มเหลว

การป้องกันยังคงสำคัญที่สุด

แม้ว่ายาต้านไวรัสจะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ แต่การป้องกันยังคงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุด โดยเฉพาะ

  • การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี
  • การล้างมือสม่ำเสมอ
  • การสวมหน้ากากเมื่อมีอาการป่วย
  • การหลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย

งานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่าการฉีดวัคซีนสามารถลดความเสี่ยงของการนอนโรงพยาบาลและการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ

แนวทางการรักษาไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบันประกอบด้วยการรักษาตามอาการและการใช้ยาต้านไวรัส โดยเฉพาะในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่มีอาการรุนแรง การเริ่มยาต้านไวรัสภายใน 48 ชั่วโมงแรกจะให้ผลการรักษาที่ดีที่สุด ขณะที่การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปียังคงเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุดในการลดความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

健康文章

โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช

โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช

致电我们

全天候提供服务

如果您有任何疑问或希望联系工作人员

医院地址