การลดน้ำหนักด้วยยาฉีดลดน้ำหนัก: แนวทางการรักษาภาวะโรคอ้วนด้วยมาตรฐานทางการแพทย์
รักษาภาวะโรคอ้วนด้วยมาตรฐานทางการแพทย์
ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเผาผลาญ (metabolic disorder) และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร่วมหลายชนิด เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะไขมันพอกตับ รวมถึงโรคข้อเสื่อม การลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสวยงาม แต่เป็นการลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
ในปัจจุบัน นอกจากการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายแล้ว ยังมี “ยาฉีดลดน้ำหนัก” ที่ได้รับการพัฒนาและผ่านการศึกษาทางคลินิกอย่างกว้างขวาง โดยใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการรักษาแบบองค์รวมภายใต้การดูแลของแพทย์
กลไกการออกฤทธิ์ของยาฉีดลดน้ำหนัก
ยาฉีดลดน้ำหนักในปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มยาที่เลียนแบบฮอร์โมนในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะกลุ่ม GLP-1 receptor agonists และยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อทั้ง GLP-1 และ GIP ฮอร์โมน GLP-1 (Glucagon-Like Peptide-1) เป็นฮอร์โมนที่หลั่งหลังรับประทานอาหาร มีบทบาทในการ
ฮอร์โมน GLP-1 (Glucagon-Like Peptide-1) เป็นฮอร์โมนที่หลั่งหลังรับประทานอาหาร มีบทบาทในการ
1. กระตุ้นความรู้สึกอิ่มที่สมอง
2. ลดความอยากอาหาร
3.ชะลอการเคลื่อนตัวของกระเพาะอาหาร
4. ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
เมื่อได้รับยาในกลุ่มนี้ ผู้ป่วยจะรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น อิ่มนานขึ้น และรับประทานอาหารลดลง ส่งผลให้พลังงานที่ได้รับต่อวันลดลง และเกิดการลดมวลไขมันอย่างต่อเนื่อง
รายชื่อยาฉีดลดน้ำหนักที่มีใช้ในปัจจุบัน
1. กลุ่ม GLP-1 Receptor Agonists
Liraglutide
ชื่อการค้า : Saxenda
ฉีดวันละครั้ง
ได้รับการอนุมัติสำหรับรักษาโรคอ้วนโดยเฉพาะ
Semaglutide
ชื่อการค้า : Wegovy (อนุมัติสำหรับลดน้ำหนัก)
ชื่อการค้า : Ozempic (อนุมัติหลักสำหรับเบาหวาน แต่มีผลลดน้ำหนัก)
ฉีดสัปดาห์ละครั้ง
2. กลุ่ม Dual Agonist (GLP-1 + GIP)
Tirzepatide
ชื่อการค้า : Mounjaro (เดิมใช้รักษาเบาหวาน)
ชื่อการค้า : Zepbound (อนุมัติสำหรับลดน้ำหนัก)
ฉีดสัปดาห์ละครั้ง
ออกฤทธิ์ต่อทั้ง GLP-1 และ GIP ซึ่งช่วยควบคุมความอยากอาหารได้เด่นชัด
ปัจจุบัน ยาหลักที่ใช้ในการลดน้ำหนักด้วยการฉีดมีอยู่ใน 3 โมเลกุลหลัก
1. Liraglutide
2. Semaglutide
3. Tirzepatide
โดยการเลือกใช้ขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ความเหมาะสมของผู้ป่วย และการประเมินของแพทย์ผู้รักษา
ข้อบ่งชี้ในการใช้ยา
โดยทั่วไป ยาฉีดลดน้ำหนักเหมาะสำหรับผู้ที่มี
BMI ≥ 30 กก./ม²
หรือ
BMI ≥ 27 กก./ม²
(ร่วมกับโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ)
ก่อนเริ่มการรักษา แพทย์จะประเมินสุขภาพอย่างละเอียด รวมถึงประวัติครอบครัว โรคประจำตัว ผลตรวจเลือด และยาที่ใช้อยู่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
ประสิทธิภาพในการลดน้ำหนัก
จากข้อมูลการศึกษาทางคลินิก ผู้ป่วยที่ใช้ยาในกลุ่มนี้ร่วมกับการปรับพฤติกรรม สามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ยประมาณ 10–20% ของน้ำหนักตัวเดิม ขึ้นอยู่กับชนิดยา ขนาดยา และความร่วมมือในการปรับวิถีชีวิต
“ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล และต้องมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ”
ความปลอดภัยและผลข้างเคียง
1. คลื่นไส้
2. อาเจียน
3. ท้องอืด
4.ท้องผูกหรือท้องเสีย
อาการเหล่านี้มักเกิดในช่วงเริ่มต้น และลดลงเมื่อร่างกายปรับตัวได้ แพทย์จะเริ่มจากขนาดยาต่ำและปรับเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปผู้ที่มีประวัติโรคบางชนิด เช่น มะเร็งต่อมไทรอยด์บางชนิด หรือตับอ่อนอักเสบ ควรได้รับการประเมินอย่างรอบคอบก่อนใช้ยา
ยาฉีดไม่ใช่ "ทางลัด"
ดังนั้น การรักษาที่ได้ผลและยั่งยืนต้องประกอบด้วย
1. การประเมินโดยแพทย์
2. โภชนบำบัดโดยผู้เชี่ยวชาญ
3. การออกกำลังกายสม่ำเสมอ
4. การติดตามผลระยะยาว
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ยาฉีดลดน้ำหนักไม่ใช่วิธีรักษาแบบเดี่ยว และไม่สามารถทดแทนการปรับพฤติกรรมได้ทั้งหมด หากหยุดยาโดยไม่มีการควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม น้ำหนักอาจกลับเพิ่มขึ้นได้
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
如果您有任何疑问或希望联系工作人员
医院地址
65/28 ถ.จันทอุดม ต.ท่าประดุ่
อ.เมือง จ.ระยอง 21000